“เมื่อวิ่งไปสู่กอหญ้าก็รีบดึงจมูกกลับ"
ในนิกายเซน มักใช้อุปมาเรื่อง “การเลี้ยงวัว” เพื่อแสดงวิธี การเข้าถึงมรรคจิตที่ ปราศจากการ
ปรุงแต่ง (无心) เหมือนที่ครั้งหนึ่ง พระมหาเถระหม่าจู่ (马祖) ได้ถามพระอาจารย์ เซ็นหุ้ยจ้าง
(慧藏禅师) ว่า “เธอกำลังทำอะไรอยู่หรือ” พระอาจารย์เซ็ นหุ้ยจ้างตอบว่า “กระผมกำลัง
เลี้ยงวัวอยู่ ครับ” พระมหาเถระหม่าจู่ ถามต่อว่า “งั้นเธอเลี้ยงวัวอย่างไร” พระอาจารย์เซ็ นหุ้ย
จ้างก็ตอบว่า “ต่อเมื่อจะรู้สึกว่าวัวจะวิ่งไปที่กอหญ้าก็รีบดึงจมูกมันกลับมา” เมื่อพระมหาเถระ
หม่าจู่ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า “ดีมากเธอเลี้ยงวัวเป็น”
การปฏิบัติ ภาวนาในทางเซนก็เช่นเดียวกัน ผู้ปฏิบัติต้องรักษาใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน ต้องหมั่น
ตรวจสอบจิตตนเองอยู่เสมอ เฝ้าดูแลความคิดที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบันให้เหมือนกับการเลี้ยงวัว
คือไม่ปล่อยให้ไปกัดกินต้นกล้าในนาของผู้อื่น เมื่อความคิดใดความคิดหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้อง
รู้ตัวทันที เมื่อรู้แล้ว ความคิดนั้นก็ย่อมดับไปในทันทีเช่นกัน
จิตที่ปราศจากการปรุงแต่ งนั้น ก็คือการกลับเข้ามาพิจารณาดูอารมณ์ ภายในตนอย่างรู้เท่าทัน
ความคิดในแต่ละขณะจิตที่รับรู้ อารมณ์ ซึ่งมีลักษณะเกิดและดับเป็นสังสารวัฏ แต่หากจิตไม่ยึด
ติดในอารมณ์แล้วไซร้ ก็ไม่มีอะไรเกิดดับ นั่นแหละคือ ความหลุดพ้น
ดังที่ พระอาจารย์ เว่ยหล่าง บูรพาจารย์รูปที่ ๖ แห่งนิกายเซ็น (六祖) ได้กล่าวไว้ว่า “แต่ก่อน
เคยหลงคิด นั่นคือปุถุชน ต่อมาเลยได้คิดจนรู้แจ้ง นั่นคือพุทธะ แต่ก่อนจิตยึดติดในอารมณ์ นั่น
คือกิเลส ต่อมาเลยไม่ยึดติดในอารมณ์ นั่นคือโพธิ”
ดังนั้น ผู้ปฏิบัติต้องอาศัยปัญญาอันยิ่งใหญ่ เพื่อทำลายกิเลสในขันธ์ ๕ หากบำเพ็ญเช่นนี้ อย่างมั่นคง ย่อมบรรลุถึงหนทางแห่งการตรัสรู้เป็นพุทธะได้โดยแน่นอน
ขออธิบายเพิ่มเติมอีกสักนิด ในเรื่องปัญหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ “จิต” จิตมี ๒ ชนิด ชนิด
หนึ่งคือ “จิตที่แท้จริง” หมายถึง สภาวะจิตที่รับรู้ความสงบกับความกระจ่างแจ้ง โดยมีความไม่
ว่างเปล่าและไม่ตั้งอยู่เป็นแก่นสาร และมีสภาวะจริงแท้เป็นลักษณะ อีกชนิดหนึ่งคือ “จิตลวง”
หมายถึง สภาวะจิตที่เป็นภาพสะท้อนของอารมณ์ภายนอกและอารมณ์ภายใน ซึ่งเกิดขึ้นทางตา
หู จมู ก ลิ้น กาย และใจ ผ่านรูป รส กลิ่น เสียง สัมผั ส และความรู้สึกทางใจ โดยมีความไม่
ตั้งอยู่เป็นแก่นสาร และมีความตรึกตรองที่เข้าไปเกาะเกี่ยวอารมณ์ไว้เป็นลักษณะ
คัมภีร์ มหายานศรัทโธตปาทศาสตร์ ก็ได้กล่าวว่า “ถ้าหากแยกจิตออกจากความคิดแล้วไซร้
ลักษณะแห่งอารมณ์ทั้งปวงย่อมมีมิได้เลย เพราะเหตุนี้เอง ธรรมทั้งปวงจึงแยกจากลักษณะของ
ภาษาและคำพูด แยกจากลักษณะของชื่อเรียกและพยั ญชนะ แยกจากลักษณะของปัจจั ยที่ปรุง
แต่งจิตมาแต่เดิม ท้ายที่สุดแล้วเป็นความเสมอภาคที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอื่น”
ทันทีที่ ได้ บรรลุ ถึงสภาวะแห่งอารมณ์ อันสมบูรณ์แบบเช่นนี้แล้ ว ย่อมปราศจากอุปสรรคเครื่อง
ขวางกั้นทั้งปวงในทุกที่ ทุกสถาน เกิดเป็นความรู้แจ้งแทงตลอดในทุกสิ่งทุกอย่าง ปรากฏเป็น
พลังงานที่ยิ่งใหญ่อยู่ เบื้องหน้า ทุกสรรพสิ่ งล้วนสว่างไสวเจิดจำรัส สิ่งนี้ ก็คือสภาวะแห่งอารมณ์
อันเป็นอิสระที่ไร้อุปสรรค ซึ่งไม่ได้ดำรงอยู่ตามกรอบแห่งกฎเกณฑ์อันใดเลย
182 人数